Skip to content.

บำบัดด้วยแสง LED Therapy ช่วยเรื่องอะไร? สีไหนเหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน?

เขียนและตรวจทานโดย Dr. Kwankamol Chuawichien · ว.71986 เผยแพร่ · อัปเดตล่าสุด · อ่าน 14 นาที

คำตอบสั้น: LED Therapy ช่วยเรื่องอะไร?

LED Therapy คือการบำบัดผิวด้วยแสง LED พลังงานต่ำ ความยาวคลื่น 400–700 nm ไม่เจ็บและผลข้างเคียงน้อยกว่าเลเซอร์ แต่ละสีช่วยต่างกัน เช่น สีฟ้าช่วยเรื่องสิวอักเสบ สีแดงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและลดการอักเสบ สีเขียวและสีเหลืองช่วยเรื่องรอยดำและฝ้ากระ ควรทำสัปดาห์ละครั้ง ต่อเนื่อง 4–8 สัปดาห์ แพทย์จะเลือกสีให้ตามปัญหาผิว

แสง LED แต่ละสีช่วยเรื่องอะไร
สี ช่วยเรื่อง เหมาะกับ
ฟ้า ลดสิวอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.Acne ลดความมัน คนที่มีสิวอักเสบมาก สิวดื้อยา
แดง กระตุ้นคอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดบวม กระชับรูขุมขน คนที่อยากฟื้นฟูผิว หลังกดสิว หลังศัลยกรรม
เขียว ลดรอยดำ ลดเม็ดสี รอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็น ผิวหมองคล้ำ
เหลือง ลดฝ้า กระ ลดเม็ดสี ฝ้า กระ จุดด่างดำ
ม่วง กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ผิวบอบบาง
ส้ม ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดความหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ

สารบัญ

  1. หลักการทำงานของ LED Therapy
  2. LED Therapy มีกี่สี ต่างกันอย่างไร?
  3. LED ต่างจากเลเซอร์ไหม?
  4. ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล?
  5. หลังทำควรปฏิบัติตัวอย่างไร?

LED Therapy หรือการ บำบัดด้วยแสง LED กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในวงการความงาม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาผิวต่างๆ โดยไม่ต้องพึ่งพายาหรือการผ่าตัด แสง LED แต่ละสีจะมีความยาวคลื่นและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ผิวแตกต่างกันไป ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด 

หลักการทำงานของ LED Therapy 

 พลังงานแสงบำบัด LED แต่ละสีจะมีความยาวคลื่นและพลังงานที่แตกต่างกัน เมื่อแสงเหล่านี้สัมผัสกับผิวหนัง จะส่งผลต่อเซลล์ผิวในระดับต่างๆ เลยทำปฏิกิริยากับเซลล์ผิวทำให้ช่วยฟื้นฟูผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน โดยแสงที่ใช้รักษาในแต่ละสีจะมีคุณสมบัติที่ต่างกัน เพื่อแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน 

LED Therapy มีกี่สีและแต่ละสีต่างกันอย่างไร? 

เครื่องฉายแสง LED บำบัด หรือ Light Therapy ใช้แสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 สี ประกอบด้วย สีฟ้า สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีม่วง และสีส้ม  แต่ละสีจะมีคุณสมบัติและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปในการรักษาปัญหาผิว ดังนี้ 

แสงสีฟ้า ( Blue Light ) 

แสงสีฟ้า ( Blue Light ) – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

เป็นแสง LED Therapy ที่ช่วยในเรื่องของการรักษาสิวและช่วยลดการอักเสบ ทั้งสิวอักเสบ สิวที่เกิดจากการแพ้สารสเตียรอยด์ และยังช่วยในเรื่องของการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เรียกว่า P.Acne (Propionibacterium acnes) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ทำให้ลดโอกาสในการเกิดสิวใหม่ รวมไปถึงช่วยเรื่องของการลดความมันบนใบหน้าซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวอุดตัน  

  • เหมาะกับใคร : คนที่่มีสิวอักเสบเป็นจำนวนมาก คนที่สิวหายยากจากการดื้อยา 

แสงสีแดง ( Red Light )

แสงสีแดง ( Red Light ) – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

เป็นแสงที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นเซลล์ ลดการอักเสบ ลดบวม กระชับรูขุมขน ปรับผิวให้เรียบเนียน จะต้องทำควบคู่กับแสงสีฟ้า เนื่องจากบางเคสอาจจะต้องมีการกดสิว โดยแสงสีแดงจะช่วยทำให้ผิวบริเวณที่มีการกดสิวแข็งแรงขึ้น และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น  

  • เหมาะกับใคร : คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ ลดปัญหาการเกิดสิวใหม่  รวมถึงคนที่พึ่งทำศัลยกรรม ผ่าตัด 

แสงสีเขียว ( Green Light ) 

แสงสีเขียว ( Green Light ) – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

เป็น แสงบำบัด LED ที่ช่วยรักษารอยดำ ลดการสร้างเม็ดสี ช่วยปรับสีผิวให้กระจ่างใส เช่นเดียวกับแสงสีเหลืองแต่จะนิยมลดรอยดำมากกว่า นอกจากนี้แสงสีเขียวยังช่วยรักษาอาการแพ้ต่างๆได้อีกด้วย 

  • เหมาะกับใคร : คนที่มีปัญหารอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็น รวมถึงคนที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ 

แสงสีเหลือง ( Yellow Light ) 

แสงสีเหลือง ( Yellow Light ) – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

เป็นแสง LED Therapy ที่ช่วยลดเลือนฝ้า กระ ลดการสร้างเม็ดสี ช่วยรักษาเส้นเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนัง ปรับผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้น และยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองและระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น 

  • เหมาะกับใคร : คนที่มีฝ้า กระ จุดด่างดำและผิวหมองคล้ำ  

แสงสีม่วง (Purple Light)  

แสงสีม่วง (Purple Light) – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

เป็นพลังงานแสงบำบัดที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้ผิวกลับมาแข็งแรง 

  • เหมาะกับใคร : คนที่ผิวบอบบางและต้องการปรับสภาพผิวให้แข็งแรงขึ้น  

แสงสีส้ม ( Orange Light ) 

แสงสีส้ม ( Orange Light ) – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

เป็นแสงที่ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ ดูกระจ่างใสมากขึ้น และช่วยลดความหมองคล้ำได้อีกด้วย

  • เหมาะกับใคร : คนที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวหมองคล้ำไม่กระจ่างใส 

ทำไมแต่ละสีถึงมีความแตกต่างกัน เพราะอะไร? 

ทำไมแต่ละสีถึงมีความแตกต่างกัน เพราะอะไร? – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

ความยาวคลื่นของแสงจาก เครื่องฉายแสง LED บำบัด แต่ละสีจะส่งผลต่อการดูดซับพลังงานของเซลล์ผิวแตกต่างกันไป เมื่อเซลล์ผิวดูดซับพลังงานแสง จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น การสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น การลดการอักเสบ หรือการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย  

ฉายแสง LED แตกต่างจากการทำ เลเซอร์ ไหม? 

ฉายแสง LED แตกต่างจากการทำ เลเซอร์ ไหม? – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

LED Therapy เป็นการปล่อยคลื่นแสงแอลอีดีที่ใช้คลื่นความยาวอยู่ในช่วง 400-700 nm ไม่เป็นอันตรายต่อผิว มีความปลอดภัย ส่วน Laser เป็นแสงที่มีพลังงานสูง ความยาวคลื่นเดียวที่เฉพาะเจาะจงและแม่นยำ เครื่องแต่ละชนิดที่นำมาใช้ก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัญหาผิวต่างๆของแต่ละบุคคล หลังทำอาจมีรอยแดง ระคายเคือง หรือผิวไวต่อแสงเกิดขึ้นในบริเวณที่ทำแต่จะหายไปเองขึ้นอยู่กับระดับพลังงาน ดังนั้นการรักษาด้วย LED Therapy หรือ LED Light Therapy จะเป็นการปล่อยคลื่นแสงพลังงานต่ำ ซึ่งมีความปลอดภัย จึงไม่ปวดแสบร้อน หรือผลข้างเคียงน้อยกว่า  

LED Therapy ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล? 

LED Therapy ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล? – บำบัดด้วยแสง LED Therapy

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และควรทำต่อเนื่อง 4-8 สัปดาห์ขึ้นไป โดยส่วยใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่สภาพปัญหาหิวของแต่ละบุคคล ดังนั้นก่อนการรักษาควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อประเมินใบหน้าก่อนเริ่มทำการรักษา  

หลังทำการรักษาควรปฎิบัติตัวอย่างไร? 

  • หลีกเลี่ยงแสงแดดหรือกิจกรรกล้างแจ้งที่ร้อนจัดๆ 
  • ทาครีมกันแดดอยู่เป็นประจำ 
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า 
  • เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์
  • งดใช้ครีมมีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี หรือครีมกลุ่ม AHA 

หลังทำการรักษาควรปฎิบัติตัวอย่างไร? – บำบัดด้วยแสง LED TherapyLED Therapy เป็นการบำบัดผิวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยการใช้แสงสีต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาผิวที่แตกต่างกัน การเลือกสีของแสง LED ที่เหมาะสมจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดังนั้น การเลือกสีของแสง LED จะขึ้นอยู่กับปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข โดยแพทย์ผิวหนังจะเป็นผู้ประเมินสภาพผิวและแนะนำสีของแสงที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ติดต่อจองคิวได้ที่เบอร์โทร Call 085-919-2768 ช่องทางติดต่อ LINE หรือค้นหาสาขาสะดวกใกล้คุณที่นี่ คลิกเลย!

 

คลิกอ่านเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่

  • Pico Laser VS Diode Laser เหมือนหรือต่างกันอย่างไร? https://bit.ly/3XMr61R

  • โปรแกรม ฉีดเมโส(Meso) หน้าใส ฉ่ำวาว ผิว Glass Skinแบบเกาหลี มีอะไรบ้าง? https://bit.ly/4b9UAtV

  • PICO SECOND LASER พิโค่ เลเซอร์ บอกลารอยดำจากสิว ฝ้า กระ นวัตกรรมล่าสุด https://bit.ly/3yKvCE7

  • กำจัดขนด้วยไดโอดเลเซอร์ (DIODE LASER) บอกลาขนหนา กำจัดขนได้ทั้งตัว ไม่เจ็บ https://bit.ly/3Mip0Ae

  • โปรแกรม ไหมน้ำ VS ฟิลเลอร์ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิวหน้าของเรา https://bit.ly/4elYsKW

 

ฝากกดติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับความงาม

กดติดตามเพจ FB https://www.facebook.com/charmerclinic2you/

กดติดตาม Tiktok https://www.tiktok.com/@charmerclinic

กดติตตามช่อง Youtube https://bit.ly/2PZiVeR

กดติดตาม IG https://bit.ly/2PYXTwY

กดติดตาม Twitter https://twitter.com/CharmerClinic

กดอ่านบทความดีๆ อัพเดท https://charmerclinic2you.com/

อ่านรายละเอียดและราคาบริการฉีดเมโสหน้าใส ได้ที่ Charmer Clinic – ฉีดเมโสหน้าใส · บทความนี้จัดทำโดย Charmer Clinic (บริษัท ชาเมอร์ คลินิก จำกัด) คลินิกเวชกรรมความงาม 8 สาขาในกรุงเทพฯ · จองคิว LINE @charmerclinic

Click to rate this post!
[Total: 0 Average: 0]
Related treatment Skin Treatments: the complete guide Who it suits, the procedure, downtime, how long results last, and FAQs Read about Skin Treatments

เกี่ยวกับผู้เขียน: Dr. Kwankamol Chuawichien

Dr. Mint · ว.71986 · แพทย์ประจำ Charmer Clinic ดูประวัติแพทย์

ข้อมูลในบทความนี้เพื่อการศึกษา ผลลัพธ์แต่ละบุคคลแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับการรักษา

Messenger LINE
Call Messenger Book via LINE