คำตอบสั้น: LED Therapy ช่วยเรื่องอะไร?
LED Therapy คือการบำบัดผิวด้วยแสง LED พลังงานต่ำ ความยาวคลื่น 400–700 nm ไม่เจ็บและผลข้างเคียงน้อยกว่าเลเซอร์ แต่ละสีช่วยต่างกัน เช่น สีฟ้าช่วยเรื่องสิวอักเสบ สีแดงช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและลดการอักเสบ สีเขียวและสีเหลืองช่วยเรื่องรอยดำและฝ้ากระ ควรทำสัปดาห์ละครั้ง ต่อเนื่อง 4–8 สัปดาห์ แพทย์จะเลือกสีให้ตามปัญหาผิว
| สี | ช่วยเรื่อง | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| ฟ้า | ลดสิวอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย P.Acne ลดความมัน | คนที่มีสิวอักเสบมาก สิวดื้อยา |
| แดง | กระตุ้นคอลลาเจน ลดการอักเสบ ลดบวม กระชับรูขุมขน | คนที่อยากฟื้นฟูผิว หลังกดสิว หลังศัลยกรรม |
| เขียว | ลดรอยดำ ลดเม็ดสี | รอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็น ผิวหมองคล้ำ |
| เหลือง | ลดฝ้า กระ ลดเม็ดสี | ฝ้า กระ จุดด่างดำ |
| ม่วง | กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ | ผิวบอบบาง |
| ส้ม | ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ลดความหมองคล้ำ | สีผิวไม่สม่ำเสมอ |
สารบัญ
- หลักการทำงานของ LED Therapy
- LED Therapy มีกี่สี ต่างกันอย่างไร?
- LED ต่างจากเลเซอร์ไหม?
- ต้องทำกี่ครั้งถึงเห็นผล?
- หลังทำควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
LED Therapy หรือการ บำบัดด้วยแสง LED กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในวงการความงาม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาผิวต่างๆ โดยไม่ต้องพึ่งพายาหรือการผ่าตัด แสง LED แต่ละสีจะมีความยาวคลื่นและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ผิวแตกต่างกันไป ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด
หลักการทำงานของ LED Therapy
พลังงานแสงบำบัด LED แต่ละสีจะมีความยาวคลื่นและพลังงานที่แตกต่างกัน เมื่อแสงเหล่านี้สัมผัสกับผิวหนัง จะส่งผลต่อเซลล์ผิวในระดับต่างๆ เลยทำปฏิกิริยากับเซลล์ผิวทำให้ช่วยฟื้นฟูผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน โดยแสงที่ใช้รักษาในแต่ละสีจะมีคุณสมบัติที่ต่างกัน เพื่อแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน
LED Therapy มีกี่สีและแต่ละสีต่างกันอย่างไร?
เครื่องฉายแสง LED บำบัด หรือ Light Therapy ใช้แสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะเจาะจง ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 สี ประกอบด้วย สีฟ้า สีแดง สีเขียว สีเหลือง สีม่วง และสีส้ม แต่ละสีจะมีคุณสมบัติและผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปในการรักษาปัญหาผิว ดังนี้
แสงสีฟ้า ( Blue Light )
เป็นแสง LED Therapy ที่ช่วยในเรื่องของการรักษาสิวและช่วยลดการอักเสบ ทั้งสิวอักเสบ สิวที่เกิดจากการแพ้สารสเตียรอยด์ และยังช่วยในเรื่องของการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่เรียกว่า P.Acne (Propionibacterium acnes) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ทำให้ลดโอกาสในการเกิดสิวใหม่ รวมไปถึงช่วยเรื่องของการลดความมันบนใบหน้าซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิวอุดตัน
- เหมาะกับใคร : คนที่่มีสิวอักเสบเป็นจำนวนมาก คนที่สิวหายยากจากการดื้อยา
แสงสีแดง ( Red Light )
เป็นแสงที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นเซลล์ ลดการอักเสบ ลดบวม กระชับรูขุมขน ปรับผิวให้เรียบเนียน จะต้องทำควบคู่กับแสงสีฟ้า เนื่องจากบางเคสอาจจะต้องมีการกดสิว โดยแสงสีแดงจะช่วยทำให้ผิวบริเวณที่มีการกดสิวแข็งแรงขึ้น และไม่ทิ้งรอยแผลเป็น
- เหมาะกับใคร : คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และดูอ่อนเยาว์ ลดปัญหาการเกิดสิวใหม่ รวมถึงคนที่พึ่งทำศัลยกรรม ผ่าตัด
แสงสีเขียว ( Green Light )
เป็น แสงบำบัด LED ที่ช่วยรักษารอยดำ ลดการสร้างเม็ดสี ช่วยปรับสีผิวให้กระจ่างใส เช่นเดียวกับแสงสีเหลืองแต่จะนิยมลดรอยดำมากกว่า นอกจากนี้แสงสีเขียวยังช่วยรักษาอาการแพ้ต่างๆได้อีกด้วย
- เหมาะกับใคร : คนที่มีปัญหารอยดำ รอยแดง รอยแผลเป็น รวมถึงคนที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ
แสงสีเหลือง ( Yellow Light )
เป็นแสง LED Therapy ที่ช่วยลดเลือนฝ้า กระ ลดการสร้างเม็ดสี ช่วยรักษาเส้นเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนัง ปรับผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้น และยังช่วยกระตุ้นต่อมน้ำเหลืองและระบบไหลเวียนโลหิตให้ดีขึ้น
- เหมาะกับใคร : คนที่มีฝ้า กระ จุดด่างดำและผิวหมองคล้ำ
แสงสีม่วง (Purple Light)
เป็นพลังงานแสงบำบัดที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้ผิวกลับมาแข็งแรง
- เหมาะกับใคร : คนที่ผิวบอบบางและต้องการปรับสภาพผิวให้แข็งแรงขึ้น
แสงสีส้ม ( Orange Light )
เป็นแสงที่ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ ดูกระจ่างใสมากขึ้น และช่วยลดความหมองคล้ำได้อีกด้วย
- เหมาะกับใคร : คนที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวหมองคล้ำไม่กระจ่างใส
ทำไมแต่ละสีถึงมีความแตกต่างกัน เพราะอะไร?
ความยาวคลื่นของแสงจาก เครื่องฉายแสง LED บำบัด แต่ละสีจะส่งผลต่อการดูดซับพลังงานของเซลล์ผิวแตกต่างกันไป เมื่อเซลล์ผิวดูดซับพลังงานแสง จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น การสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น การลดการอักเสบ หรือการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
ฉายแสง LED แตกต่างจากการทำ เลเซอร์ ไหม?
LED Therapy เป็นการปล่อยคลื่นแสงแอลอีดีที่ใช้คลื่นความยาวอยู่ในช่วง 400-700 nm ไม่เป็นอันตรายต่อผิว มีความปลอดภัย ส่วน Laser เป็นแสงที่มีพลังงานสูง ความยาวคลื่นเดียวที่เฉพาะเจาะจงและแม่นยำ เครื่องแต่ละชนิดที่นำมาใช้ก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัญหาผิวต่างๆของแต่ละบุคคล หลังทำอาจมีรอยแดง ระคายเคือง หรือผิวไวต่อแสงเกิดขึ้นในบริเวณที่ทำแต่จะหายไปเองขึ้นอยู่กับระดับพลังงาน ดังนั้นการรักษาด้วย LED Therapy หรือ LED Light Therapy จะเป็นการปล่อยคลื่นแสงพลังงานต่ำ ซึ่งมีความปลอดภัย จึงไม่ปวดแสบร้อน หรือผลข้างเคียงน้อยกว่า
LED Therapy ต้องทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และควรทำต่อเนื่อง 4-8 สัปดาห์ขึ้นไป โดยส่วยใหญ่แพทย์จะแนะนำให้ทำต่อเนื่อง 3 ครั้ง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่สภาพปัญหาหิวของแต่ละบุคคล ดังนั้นก่อนการรักษาควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อประเมินใบหน้าก่อนเริ่มทำการรักษา
หลังทำการรักษาควรปฎิบัติตัวอย่างไร?
- หลีกเลี่ยงแสงแดดหรือกิจกรรกล้างแจ้งที่ร้อนจัดๆ
- ทาครีมกันแดดอยู่เป็นประจำ
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า
- เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์
- งดใช้ครีมมีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินซี หรือครีมกลุ่ม AHA
LED Therapy เป็นการบำบัดผิวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยการใช้แสงสีต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาผิวที่แตกต่างกัน การเลือกสีของแสง LED ที่เหมาะสมจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดังนั้น การเลือกสีของแสง LED จะขึ้นอยู่กับปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไข โดยแพทย์ผิวหนังจะเป็นผู้ประเมินสภาพผิวและแนะนำสีของแสงที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ติดต่อจองคิวได้ที่เบอร์โทร Call 085-919-2768 ช่องทางติดต่อ LINE หรือค้นหาสาขาสะดวกใกล้คุณที่นี่ คลิกเลย!
คลิกอ่านเกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ที่
-
Pico Laser VS Diode Laser เหมือนหรือต่างกันอย่างไร? https://bit.ly/3XMr61R
-
โปรแกรม ฉีดเมโส(Meso) หน้าใส ฉ่ำวาว ผิว Glass Skinแบบเกาหลี มีอะไรบ้าง? https://bit.ly/4b9UAtV
-
PICO SECOND LASER พิโค่ เลเซอร์ บอกลารอยดำจากสิว ฝ้า กระ นวัตกรรมล่าสุด https://bit.ly/3yKvCE7
-
กำจัดขนด้วยไดโอดเลเซอร์ (DIODE LASER) บอกลาขนหนา กำจัดขนได้ทั้งตัว ไม่เจ็บ https://bit.ly/3Mip0Ae
- โปรแกรม ไหมน้ำ VS ฟิลเลอร์ เลือกแบบไหนให้เหมาะกับผิวหน้าของเรา https://bit.ly/4elYsKW
ฝากกดติดตามสาระดีๆ เกี่ยวกับความงาม
กดติดตามเพจ FB https://www.facebook.com/charmerclinic2you/
กดติดตาม Tiktok https://www.tiktok.com/@charmerclinic
กดติตตามช่อง Youtube https://bit.ly/2PZiVeR
กดติดตาม IG https://bit.ly/2PYXTwY
กดติดตาม Twitter https://twitter.com/CharmerClinic
กดอ่านบทความดีๆ อัพเดท https://charmerclinic2you.com/
อ่านรายละเอียดและราคาบริการฉีดเมโสหน้าใส ได้ที่ Charmer Clinic – ฉีดเมโสหน้าใส · บทความนี้จัดทำโดย Charmer Clinic (บริษัท ชาเมอร์ คลินิก จำกัด) คลินิกเวชกรรมความงาม 8 สาขาในกรุงเทพฯ · จองคิว LINE @charmerclinic
ข้อมูลในบทความนี้เพื่อการศึกษา ผลลัพธ์แต่ละบุคคลแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับการรักษา
