Skip to content.

A deep dive into Ejal 40, an Italian skincare product. How does it differ from others? A clear comparison with Rejuran, Sculptra, and other fillers, explained by a doctor.

เขียนและตรวจทานโดย Dr. Traiphop Kosolwitayatham · ว.68747 เผยแพร่ · อ่าน 11 นาที
ภาพปกบทความเปรียบเทียบ Ejal 40

“ทำไมต้องฉีด Ejal 40 ? ในเมื่อตลาดมีตัวเลือกเป็นสิบ ?”

นี่คือคำถามที่หมอเจอบ่อยที่สุดในช่วงปีนี้ครับ เมื่อเทรนด์งานผิว (Skin Booster) แตกแขนงออกมาเยอะมาก ทั้งสายเกาหลี สายยุโรป สายอเมริกา จนคนไข้สับสนว่า ตัวไหนคือตัวที่ใช่สำหรับเรากันแน่ ?

วันนี้หมอจะพามา “เจาะลึก” เจ้าตัว Ejal 40 จากอิตาลีตัวนี้ ให้ถึงแก่นโครงสร้างโมเลกุล เทียบกันช็อตต่อช็อตกับตัวดังตัวอื่นๆ ในตลาด เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า ผิวของคุณ ต้องการสิ่งนี้หรือไม่ครับ

[Button: ส่งรูปหน้าประเมินกับหมอทางไลน์]

สารบัญ

  1. Ejal 40 ไม่ใช่แค่เติมน้ำ แต่มันคือ Bio-revitalization
  2. ความลับของเทคนิค 4 จุด (4 BRP) ที่ตัวอื่นทำไม่ได้
  3. Battle: Ejal 40 vs Rejuran (อิตาลี ปะทะ เกาหลี)
  4. Battle: Ejal 40 vs Sculptra (งานผิว ปะทะ งานโครงสร้าง)
  5. Battle: Ejal 40 vs Filler งานผิว (Belotero Revive)
  6. สรุป Ejal 40 เหมาะกับใครที่สุด ?

1. Ejal 40 ไม่ใช่แค่เติมน้ำ แต่มันคือ Bio-revitalization

หลายคนเข้าใจผิดว่า Ejal 40 เหมือนกับฉีดเมโสหน้าใสทั่วไปที่เน้นแค่ความชุ่มชื้น แต่ความจริงแล้ว Ejal 40 ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Bio-revitalizer ครับ

ความต่างอยู่ที่ “โมเลกุล” และ “ความเข้มข้น”:

  • ความเข้มข้นสูง: ใน 1 หลอด (2 ml) มี Hyaluronic Acid (HA) สูงถึง 40 mg
  • โมเลกุลขนาดเฉพาะ: ใช้ HA ที่มีน้ำหนักโมเลกุลปานกลาง (1200-1800 kDalton) ซึ่งเป็นขนาดที่วิจัยมาแล้วว่า “กระตุ้น Fibroblast ได้ดีที่สุด”

กลไกการทำงาน:

เมื่อฉีดเข้าไป มันไม่ได้แค่อุ้มน้ำครับ แต่มันจะเข้าไป Re-structure (จัดโครงสร้าง) ของผิวชั้น Dermis ใหม่ กระตุ้นให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวที่เคย “หลวม” กลับมา “แน่น” ขึ้น (Skin Firming)

หมอสรุปง่ายๆ: ถ้าเมโสทั่วไปคือการ “รดน้ำต้นไม้” Ejal 40 คือการ “พรวนดินและใส่ปุ๋ยใหม่” ให้ดินแน่นและอุ้มน้ำได้เองครับ


2. ความลับของเทคนิค 4 จุด (4 BRP) ที่ตัวอื่นทำไม่ได้

จุดขายที่ทำให้ Ejal 40 ชนะใจคนไข้ที่ “กลัวเจ็บ” คือเทคนิค 4 BRP (Bio-Revitalization Points) ครับ

ปกติถ้าเราจะฉีดสกินบูสเตอร์ให้ทั่วหน้า เราอาจต้องจิ้มเข็ม 50-100 จุด (แบบ Rejuran) แต่ Ejal 40 ออกแบบสูตรยามาให้มีการ “กระจายตัวสูง” (High Spreadability)

หมอสามารถฉีดเพียง ข้างละ 4 จุด ในตำแหน่งยึดเกาะเส้นเอ็น (Ligament) ตัวยาจะค่อยๆ วิ่งกระจายไปตามชั้นผิวครอบคลุมทั่วใบหน้าเอง

ข้อดีที่ต่างจากตัวอื่น:

  • เจ็บน้อยกว่ามาก: โดนจิ้มแค่ 4 ที ต่อข้าง
  • ลดความเสี่ยงช้ำ: ไม่ต้องจิ้มสุ่มเสี่ยงโดนเส้นเลือดฝอยทั่วหน้า
  • ยกกระชับได้จริง: เพราะฉีดในจุดยุทธศาสตร์ที่ช่วยดึงหน้า (Ligament Lift)

3. Battle: Ejal 40 vs Rejuran (อิตาลี ปะทะ เกาหลี)

มวยคู่เอกที่คนถามเยอะที่สุด “อิตาลี หรือ เกาหลี ดีคะหมอ?”

หัวข้อเปรียบเทียบ Ejal 40 (Italy) Rejuran Healer (Korea)
ส่วนประกอบหลัก HA เข้มข้น (Medium MW) Polynucleotide (PN) จากแซลมอน
กลไกหลัก สร้างโครงสร้างผิวใหม่ + เติมน้ำ ซ่อมแซมเซลล์เสื่อมสภาพ + ลดอักเสบ
ผลลัพธ์เด่น ผิวแน่นกระชับ (Lifting) + ฉ่ำวาว รูขุมขนเล็กลง + ผิวเรียบเนียน
ความเจ็บ 2/10 (ฉีด 4 จุด) 8/10 (ฉีดทั่วหน้า แสบยา)
รอยหลังทำ ตุ่มนูนยุบใน 2-24 ชม. ตุ่มมดกัดทั่วหน้า 2-3 วัน
เหมาะกับ ผิวแห้ง, หย่อนคล้อย, มีริ้วรอย ผิวมัน, รูขุมขนกว้าง, หลุมสิวตื้น

หมอแนะนำ:

  • ถ้าปัญหาคือ “หน้าเหี่ยว หน้าแห้ง เริ่มคล้อย” -> ไป Ejal 40
  • ถ้าปัญหาคือ “ผิวสาก รูขุมขนกว้าง รอยสิว” -> ไป Rejuran

4. Battle: Ejal 40 vs Sculptra (งานผิว ปะทะ งานโครงสร้าง)

สองตัวนี้อยู่ในกลุ่มกระตุ้นคอลลาเจนเหมือนกัน แต่คนละ Level ครับ

  • Sculptra (PLLA): คือพี่ใหญ่ เน้นสร้าง Volume คืนมา เหมาะกับคน หน้าตอบ ขมับตอบ แก้มตอบมากๆ ตัวยาเป็นผง ต้องผสมน้ำกลั่น ต้องนวดหน้า 5 วัน ผลลัพธ์อยู่นาน 2 ปี
  • Ejal 40 (HA): คือน้องรอง เน้นคุณภาพผิวชั้นบน (Skin Quality) เหมาะกับคน หน้าไม่ตอบมาก แต่อยากให้ผิวเฟิร์ม ไม่ต้องนวดหน้า ผลลัพธ์อยู่ 6-8 เดือน

หมอแนะนำ:

  • ถ้าหน้าตอบจนโครงกระดูกโผล่ -> Sculptra
  • ถ้าหน้าเต็มอยู่แล้ว แค่ผิวไม่เด้ง -> Ejal 40

5. Battle: Ejal 40 vs Filler งานผิว (Belotero Revive)

กลุ่มสุดท้ายคือ Filler เนื้อน้ำ อย่าง Belotero Revive

  • Belotero Revive: คือฟิลเลอร์ผสม Glycerol ฉีดแล้วอยู่กับที่ (เติมเต็มร่องตื้นๆ ได้ดีมาก) ราคาต่อ CC สูงกว่า เน้นงานฉ่ำวาวแบบ Glass Skin ขั้นสุด
  • Ejal 40: ยาจะกระจายตัวได้ดีกว่า ไม่ได้เน้นเติมเต็มร่องลึกเท่าฟิลเลอร์ แต่เน้นภาพรวมของความแน่นกระชับทั่วหน้า

หมอแนะนำ:

  • ถ้าอยากแก้เฉพาะจุด เช่น ใต้ตาแห้ง ปากแห้ง -> Filler
  • ถ้าอยากแก้ แก้มย้อย ผิวแก้มไม่กระชับ -> Ejal 40

สรุป Ejal 40 เหมาะกับใครที่สุด ?

จากการวิเคราะห์เปรียบเทียบทั้งหมด หมอสรุปให้ว่า Ejal 40 คือ “ทางสายกลาง” ที่ดีที่สุดในปี 2026 สำหรับคนที่มีปัญหาดังนี้ครับ:

  1. คนที่มี “Ageing Skin”: อายุ 30+ ผิวเริ่มมีความหย่อนคล้อยเล็กน้อย (Early Sagging)
  2. คนที่ “ผิวแห้ง ขาดน้ำ”: ทาครีมไม่ค่อยซึม แต่งหน้าไม่ค่อยติด
  3. คนที่ “กลัวเจ็บ กลัวเข็ม”: ไม่อยากฉีดแบบ Rejuran แต่อยากได้ผลลัพธ์เรื่องผิวที่ดี
  4. คนที่ “งบประมาณจำกัด”: Ejal 40 มักจะมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า Sculptra หรือ Filler ยี่ห้อดังๆ ในปริมาณยาที่เท่ากัน

สุดท้ายนี้: แม้ Ejal 40 จะดีแค่ไหน แต่การวิเคราะห์รูปหน้าก่อนทำคือหัวใจสำคัญครับ บางเคสอาจจะต้องใช้ Ejal 40 ผสมผสานกับหัตถการอื่น (Combination Therapy) เพื่อผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

อยากรู้ว่าผิวของคุณเหมาะกับ Ejal 40 หรือไม่ ? ส่งรูปหน้ามาให้หมอช่วยประเมินเบื้องต้นได้เลยครับ ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายครับ

[Button: แอดไลน์ปรึกษาหมอ คลิกเลย]

บทความที่เกี่ยวข้อง

อ่านรายละเอียดและราคาบริการ Ejal 40 ได้ที่ Charmer Clinic – Ejal 40 · บทความนี้จัดทำโดย Charmer Clinic (บริษัท ชาเมอร์ คลินิก จำกัด) คลินิกเวชกรรมความงาม 8 สาขาในกรุงเทพฯ · จองคิว LINE @charmerclinic

Click to rate this post!
[Total: 0 Average: 0]
Related treatment Filler: the complete guide Who it suits, the procedure, downtime, how long results last, and FAQs Read about Filler

เกี่ยวกับผู้เขียน: Dr. Traiphop Kosolwitayatham

Dr. Tong · ว.68747 · แพทย์ประจำ Charmer Clinic ดูประวัติแพทย์

ข้อมูลในบทความนี้เพื่อการศึกษา ผลลัพธ์แต่ละบุคคลแตกต่างกัน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับการรักษา

Messenger LINE
Call Messenger Book via LINE